2005/Dec/19

บังเอิญเห็นหัวข้อพระสูตรเรื่อง ราคสูตร สดุดตา เห็นว่าน่าสนใจและไม่ยาว เป็นแนวเรื่องเสริมความเข้าใจในส่วนการละอกุศลได้ จึงหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง
(ส่วนในวงเล็บ ผมอธิบายเพิ่มเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น ถ้าผิดก็ติเตียนกันได้ ขำๆ )
ปล1.ขำๆ นี่ประวัติความเป็นมายังไง ใครมันบัญญัติ ขึ้นมาเนี๊ยะ ขำๆ ขำๆ ขำๆ ขำๆ 555


ราคสูตร


[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการอันภิกษุพึง(ทำ)ให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓ ประการ เหล่านี้

ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ

อสุภะ ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละ ราคะ

เมตตา ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละโทสะ

ปัญญา ๑ อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละโมหะ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ ละธรรม ๓ ประการนี้แล ฯ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ติกวรรคที่ ๑


http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=10470&Z=10480&pagebreak=0


***ปล. ละ หากแปลตรงๆจะแปลว่า ทิ้ง ละ วาง ปล่อย เว้น นั้นคือ ทำให้ดับ ทำให้หมดไป ทำให้ไม่มี
***การละกิเลสอย่างแท้จริง( สมุจเฉทปหาน)ต้องอาศัยปัญญา พิจารณาสภาวะธรรมตามความเป็นจริง เป็นปัจจัยนำในการดับ
***ปล คิดไปคิดมาอาจมีพระบางองค์บรรลุเป็นอรหันต์ เมื่อ พิจารณาอสุภะก็เป็นได้ อืม ๆๆ


เหตุที่อสุภ ใช้ละ ราคะได้ (ราคะ ในที่นี้จะหมายถึง กามราคะ=รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส )

เนื่องจาก ราคะเป็นสภาพที่ยินดี พอใจในอารมณ์ที่มากระทบ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ดี เหมาะแก่คน คนนั้น(อ่าว บางคนซาดิซม์ พวกชอบของแปลก ชอบรนไฟ ชอบแซ้และถูกมัดก็มี)
ซึ่งคนส่วนใหญ่ชอบของสวยของงาม ของหอม สัมผัสที่นิ่มนวล เย็น สบาย เสียงที่ไพเราะเสนาะโสต แต่อสุภะ ก็คือการพิจารณา สภาพที่ไม่งาม, พิจารณาร่างกายของตนว่าไม่งามอย่างไร (ไม่ใช่ดูนะ) และวิธีหนึ่งในนั้น อาศัยซากศพมาเป็นเป็นอุบาย เครื่องช่วยพิจารณา โดยลักษณะของซากศพเป็นสิ่ง ตรงข้ามเกือบจะทั้งหมด จากข้างต้นและทั้งนี้สภาพซากศพ มักจะมีผลแรงกว่าราคะ คิดดู จู๋จี๋(พูดคุยฉอเลาะ) กับแฟนที่สวนสาธารณะ คู่กรณี หมั่นใส้ โยนซากแมวมาที่ข้างหลัง (แล้วเผ่นไปอย่างรวดเร็ว....ฟุ๊บ) แค่กลิ่นก็หมดอารมณ์แล้ว แล้วซากศพจะแค่ไหน (ปล.ดูรูปไม่เร้าใจเท่าของจริง ทั้งกลิ่น(จมูก) ทั้งสภาพ(ตา) สกปรก(ตาและสัมผัส) อีกอย่างกลัวด้วย หลอนมากๆ)อารมณ์อย่างอื่นเกิดยาก นั่นเห็นม๊ะ ระงับราคะได้แล้ว แต่เรื่องข้างต้นไม่ใช่การเจริญอสุภะ แต่ แสดงให้เห็นถึงผลของสิ่งปฏิกูล ที่มีต่อเราเท่านั้น
แต่การพิจารณา อสุภ ต้องพิจารณาให้เห็นถึงความไม่งามของกายสังขาร สภาพสกปรก และเน่าเหม็น ซึ่งซากศพเป็น หนึ่งในอุบาย ให้เห็นสภาพได้ง่ายและชัดเจนขึ้นเท่านั้น

แล้วเจริญอสุภะอย่างไร

การเจริญอสุภะ เพื่อให้รู้และเข้าใจ ถึงสภาพ ที่ไม่ควรจะยึดติดในสภาพร่างกาย เพราะเหตุว่าเป็นของสกปรก เป็นของไม่สวยงาม เป็นของเน่าเหม็น เป็นของรอวันเสื่อมสลายไป ต้องพิจารณาเนืองๆ นั่นคือ เมื่อคุณระลึกรู้(สติเกิด)ว่าราคะเกิด(ยินดีพอใจในผัสสะทีเกิดขึ้น) คุณก็ทำใจนึกเปรียบเทียบกับ อสุภสัญญา(กายนี้เป็นของสกปรก ฯ...) เลย เมื่อทำบ่อยๆก็จะชิน ราคะก็จะค่อย ๆเบาบางลงไป เพราะเหตุว่า จะเริ่มค่อยๆเห็นสภาพตามความเป็นจริงแล้วว่าไม่ควรยินดีใน กามคุณเหล่านี้(คือเห็นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจนสภาวะการปรุงแต่งตามความเคยชินนั้นลดลงไป )


ดังเช่นตัวอย่าง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔ ซึ่งผมตัดมาบางส่วนพอสังเขป


นักปราชญ์ทั้งหลาย
ตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละ
ทุกข์ทั้งปวงไป ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีต
เสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จง
ปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่ง
แห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่
เข้าถึงชาติและชราอีก ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตก
ย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อม
ทำเครื่องผูกให้มั่น ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบ
วิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหา
ให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้


และจาก วรรคเดียวกันนี้เอง พระพุทธองค์แสดงไว้ชัดเจนว่า การละเปรียบดังการตัดรากนั้นต้องใช้ปัญญา


ท่านทั้งหลายจงขุดราก
แห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น
มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อ
ฉะนั้น ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูก
ตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอน
เชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น
ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะ เป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคล
ผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบ
อาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว กระแสตัณหาย่อม
ไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมตั้งอยู่ ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิด
แล้ว จงตัดรากเสียด้วยปัญญา


อสุภสูตร


[๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์
ว่าไม่งามในกายอยู่ จงเข้าไปตั้งอานาปาณสติไว้เฉพาะหน้าในภายใน และจง
พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอ
ทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่ ย่อมละราคานุสัยในเพราะความ
เป็นธาตุงามได้ เมื่อเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งอานาปาณสติไว้เฉพาะหน้าในภายใน
ธรรมเป็นที่มานอนแห่งวิตกทั้งหลาย (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเป็นไปใน-
ฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ย่อมไม่มี เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
ในสังขารทั้งปวงอยู่ ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ฯ
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย มีสติเฉพาะใน
ลมหายใจ มีความเพียรทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพาน
อันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ภิกษุนั้นแล ผู้เห็นโดยชอบ
พยายามอยู่ ย่อมน้อมไปในนิพพานเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้ง
ปวง ภิกษุนั้นแล ผู้อยู่จบอภิญญา สงบระงับล่วงโยคะเสียได้
แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี ฯ


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ผมคัดลอกมาบางส่วนพอสังเขป


นาคิตสูตร


ดูกรนาคิตะ อาหาร ที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมมีอุจจาระและ
ปัสสาวะเป็นผล นี้เป็นผลแห่งอาหารนั้น ความรักมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส และอุปายาส ที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่รักแปรปรวนเป็นอื่นเป็นผล นี้เป็น
ผลแห่งความรักนั้น ความเป็นของปฏิกูลในอสุภนิมิต ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้ขวน
ขวายการประกอบตามอสุภนิมิต นี้เป็นผลแห่งการประกอบตามอสุภนิมิตนั้น
ความเป็นของปฏิกูลในผัสสะ(ตา,หู จมูก ลิ้น กาย+รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส+วิญญาณ)
ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงใน
ผัสสายตนะ ๖ อยู่ นี้เป็นผลแห่งการพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในผัสสายตนะนั้น
ความเป็นของปฏิกูลในอุปาทาน ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความเกิด และ
ความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้เป็นผลแห่งการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับใน
อุปาทานขันธ์นั้น ฯ


และสุดท้ายวิธีการพิจารณาอสุภ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต


อาพาธสูตร

ดูกรอานนท์ ก็อสุภสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้นั่นแล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา
มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้
มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม เนื้อหัวใจ
ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด
หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี้ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์
นี้เรียกว่าอสุภสัญญา ฯ


ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของผมผิดถูกประการใดโปรดพิจารณา

เท่าที่ศึกษาอ่านพระไตรปิฏกมา(เล็กน้อย)...ในเรื่องของอสุภะนั้นพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสตรงๆเลยว่าให้พิจารณาซากศพ... ท่านแค่ให้พิจารณาว่ากายนี้ ว่าเป็นของปฏิกูลโดยสภาพ แต่ไม่ได้ผิดอะไรที่นำซากศพมาพิจารณาเพราะเหตุว่าจะสามารถเห็นสภาพได้ชัดเจนขึ้นกว่าปกติ นั่นเอง ดังนั้นการพิจารณาอสุภะไม่ใช่การพิจารณาซากศพ แต่การพิจารณาซากศพเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเจริญอสุภะ ในส่วนการพิจารณาซากศพนั้นบางท่าน จำภาพ ติดตามาเป็นนิมิต เมื่อมีราคะเกิดขึ้นท่านก็ นึกถึงรูปซากศพนั้นมาเป็นอารมณ์และราคะ ของท่านก็คลายลงไป วิธีการนั้นคือการเปลี่ยนอารมณ์ นึกในสิ่งที่ไม่สวยงามเท่านั้น ผลที่ได้จะเป็นแบบชั่วคราว ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดปัญญา เป็นแค่ เปลี่ยนเรื่องเท่านั้นเอง และลักษณะการคิดดังกล่าว อาจเป็นได้แค่นิสัยปัจจัยในการ พิจารณาลักษณะดังกล่าวได้ง่ายขึ้น หรือส่งผลให้สภาพจิตใจในภพต่อๆไป นั้นไม่ยินดีฟูฟ่องไปกับรูปที่สวยงามได้ง่ายนัก ซึ่งการพิจารณาจริงนั้นควร ดูแล้วเปรียบเทียบว่า สิ่งที่เห็นอยู่นั้น ลักษณะเช่นนั้น มีอยู่ ในกายเค้าเป็นอย่างนั้น กายเราก็เป็นอย่างนั้น สภาพอัน สกปรก ไม่สวยงาม เหม็นเน่ากายนั้นมีอยู่ กายเราก็มีอยู่ สิ่งนี้ๆในกายนั้น ไม่สวยงาม แล้วเราหละ เป็นคนเหมือนกัน ก็มีสิ่งเหล่านั้นอยู่เช่นกัน คนอื่นหละ ก็มีสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน ผิดแต่สภาพยังดีกว่า ยังมีหนังหุ้มอยู่ เท่านั้น จะยินดี พอใจ ในกายนั้นและกายนี้ ตรงไหน


จากข้อสังเกตุเพิ่งพิจารณาได้ว่าธรรมทั้งสองประการนั้น เป็นธรรมฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งกันและกันหากมีสิ่งหนึ่งอยู่อีกสิ่งหนึ่งก็ไม่มี


เหตุที่เมตตา ใช้ละ โทสะได้ ( ในที่นี้หมายถึง โทสะอย่างหยาบ )


โทสะ ในที่นี้แปลว่าความคิดประทุษร้าย ความแค้น ความเคือง นั่นคือการคิดที่จะให้ผู้อื่นได้รับทุกข์
ซึ่งเป็นสภาพที่ตรงข้ามกันกับเมตตา(ความรัก, ความปรารถนาให้เขามีความสุข) ดังนั้นเมื่อมีเมตตาก็จะไม่มีโทสะ

พูดง่ายๆมันก็มีเท่านี้ เอาเท่านี้ก่อนเดี๋ยวมาขยายความทีหลัง


เหตุที่ปัญญาใช้ละโมหะได้

ปัญญาเปรียบเสมือน ความสว่าง ความรู้ ความเข้าใจ
โมหะ เปรียบดังความมืด ความไม่รู้ ความเข้าใจผิด
เมื่อมีความสว่าง ส่องเห็นแล้ว ความมืดหายไป เมื่อเข้าใจถูก จะให้เข้าใจผิดได้อย่างไร


เห่อ ...เอาเท่านี้ก่อนละ เพราะจริงๆแล้วที่เราโง่ๆ เวียนว่ายกันอยู่นี่ เพราะ ขาดปัญญาเป็นสำคัญ หากจะเขียนตอนนี้เกรงว่าความรู้ยังไม่ถึงขั้น รอท่าน เก้ามาเขียนดีกว่า(ปล.pass ball ไปที่หมายเลข 27 555)


อันเนื่องมาจาก การศึกษาพระพุทธศาสตร์นั้นแปลมาจาก บาลีเป็นหลัก ดังนั้น คำศัพท์บางคำแปลแล้วเยิ่นเย้อ และไม่ครอบคลุม ด้วยเหตุว่าบาลีนั้นมีหลายนัย ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงนิยม คงรูปศัพท์บางคำไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรค สำหรับผู้เริ่มศึกษา เป็นอย่างมาก แต่เมื่อเข้าใจในตัวอรรถแล้ว อ่านเจออีกที ท่านจะเห็นว่า มีประโยชน์อย่างยิ่ง และเห็นด้วยที่จะคงรูปศัพท์ไว้อย่างนั้น (อีกอย่างอ่านแล้วมันได้ feel ดี เหอ ๆ)
ผมจึงเห็นว่าจะเป็นการดีหาก มีคำอธิบายศัพท์เพิ่มในส่วนท้าย (หากท่านเก๋าอยู่แล้วก็เชิญผ่านไปได้เลย)


อกุศลมูล รากเหง้าของอกุศล, ต้นเหตุของอกุศล,
ต้นเหตุของความชั่ว มี ๓ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ

ราคะ ความกำหนัด, ความยินดีในกาม(คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ;สัมผัสทางกาย ที่น่าใคร่ น่าพอใจ), ความติดใจหรือความย้อมใจติดอยู่ในอารมณ์
(ราคะ ในที่นี้น่าจะหมายถึง กามราคะ เพราะว่าราคะยังมีภวราคะ ความกำหนัดในภพ
รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม คือติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน
อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม, ความติดใจในอารมณ์แห่ง

อรูปฌาน)


ตัณหา ความทะยานอยาก, ความดิ้นรน, ความปรารถนา, ความเสน่หา มี ๓ คือ
๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักใคร่
๒. ภวตัณหา ความทะยากอยากในภพ อยากเป็นนั่นเป็นนี่
๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากพรากพ้นดับสูญไปเสีย


ปล ราคะ=ความยินดี พอใจในสภาวะที่เป็นอยู่หรือเคยเป็นอยู่ , ตัณหา= ความอยาก(ลักษณะที่จะดึงเข้ามา ขนขวายจัดหามา)


อารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ เครื่องยึดหน่วงของจิตต์, สิ่งที่จิตต์ยึดหน่วง,
ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งกระทบสัมผัสทางกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว) และ ธรรมารมณ์(สิ่งกระทบใจ ความยินดี ชอบใจ ภูมิใจ หรือ ความรู้สึก ทางนามธรรมที่เกิดทางใจ) ;
ในภาษาไทย ความหมายเลื่อนไปเป็น ความรู้สึก หรือความเป็นไปแห่งจิตใจ ในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่นว่า อย่าทำตามอารมณ์ วันนี้อารมณ์ดี อารมณ์เสีย เป็นต้น

โลภ ความอยากได้ ความยินดีพอใจ สุขใจ อยากในสภาวะ เช่น พอใจจะนั่งเพราะนั่งแล้วสบาย ไม่อยากไปไหนเลยเพราะอยู่บ้ายแล้วสบาย เป็นต้น กำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ(พ่ายแพ้ต่อกิเลสคือกระทำตามความต้องการ) ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติ ผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความ ผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความ หวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความ ใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินพอดี ความติดใจ กิริยาที่ ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือน เถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเง่าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือน เชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า โลภะ


(สภาพโลภะ เป็นสภาพทางใจ เป็นภาพใหญ่จากราคะอีกที พูดง่าย ๆ ราคะเป็น Subset ของโลภะ)


โทสะ ความคิดประทุษร้าย (ความขุ่นใจ กังวลใจ หม่นหมองใจ เศร้าใจ อึดอัดกระวนกระวาย โกรธ โมโห รำคาญ การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความคิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่ คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน ความคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ โกรธ กิริยาที่โกรธ ความโกรธมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด [และ] การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความ คิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า โทสะ)


โมหะ ความหลง, ความไม่รู้(สภาพธรรม)ตามเป็นจริง, อวิชชา ,(เข้าใจผิด) ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่ พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่ รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชาความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ใน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วน อดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึง เกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคือ อวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า โมหะ.


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์


อวิชชา ความไม่รู้จริง,
ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง มี ๔ คือความไม่รู้อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง
(ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์),
อวิชชา ๘ คือ อวิชชา ๔ นั้น และเพิ่ม
๕. ไม่รู้อดีต ๖. ไม่รู้อนาคต ๗. ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ๘. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท;
ข้อ ๑๐ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม, ข้อ ๗ ในอนุสัย ๗


ปฏิจจสมุปบาท สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น, การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒


อสุภ, อสุภะ สภาพที่ไม่งาม, พิจารณาร่างกายของตนและผู้อื่นให้เห็นสภาพที่ไม่งาม;
ในความหมายเฉพาะ หมายถึงซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน รวม ๑๐ อย่าง คือ
๑. อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพอง
๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกอยู่
๔. วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดกลางตัว
๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่สัตว์กัดกินแล้ว
๖. วิกขิตตกะ ซากศพที่มีมือ เท้า ศีรษะขาด
๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่คนมีเวรเป็นข้าศึกกัน สับฟันเป็นท่อนๆ
๘. โลหิตกะ ซากศพที่ถูกประหารด้วยศัสตรามีโลหิตไหลอาบอยู่
๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีตัวหนอนคลานคล่ำไปอยู่
๑๐.อัฏฐิกะ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูก


เมตตา ความรัก, ความปรารถนาให้เขามีความสุข, แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า
ข้อ ๙ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๑ ในพรหมวิหาร ๔, ข้อ ๒ ในอารักขกรรมฐาน ๔;
ข้อแรกในเบญจธรรม


ปัญญา ความรู้ทั่ว,
ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล,
ความรู้เข้าใจชัดเจน,
ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ,
ความรอบรู้ในกองสังขาร มองเห็นตามความเป็นจริง;
ข้อ ๓ ในไตรสิกขา, ข้อ ๔ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๕ ในพละ ๕, ข้อ ๗ ในสัทธรรม ๗, ข้อ ๕ ในเวสารัชชกรณธรรม, ข้อ ๑ ในอธิษฐานธรรม ๔, ข้อ ๗ ในอริยทรัพย์ ๗

สังขาร
1. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด,
ตรงกับคำว่า สังขตะหรือสังขตธรรม ได้ในคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น
2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว,
ตรงกับสังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ได้ในคำว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น;
อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า
ได้แก่ สัญเจตนา คือ เจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ
๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา
๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา
๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา
3. สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ
๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร
๓. จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา


พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์


ขอทุกท่านเจริญในธรรม


G.nut

2005/May/30

หลังจากดอง...จนเค็มได้ที่ ก็เลยได้เข้ามาซะทีนึง ถือโอกาส เป็นภาคสองซะเลย

ที่ผมถามไปนั่นไม่ใช่อะไร ก็แค่อยากให้ทุกท่านลองคิดดูว่า สิ่งที่ท่านคิดท่านทำเนี๊ยะ เป็นบุญหรือไม่ ผิดถูกประการใด เข้าใจหรือไม่ว่า อะไรคืออะไร "คำ" มันเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย ตามสังคม หากแต่เราอยู่ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่สอนให้เรามอง สภาพธรรม ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นหลักที่ครอบคลุม ไม่ขึ้นกับเวลา หรือ สังคม เป็นไงก็เป็นไปตามนั้น เป็นไปตามเหตุ ปัจจัย งั้นเราก็ควรมาทำความเข้าใจกับความหมายของคำซะหน่อยจะได้สื่อสารตรงกัน คุยภาษาเดียวกัน

คำว่า บุญ หากหมายตามคำศัพท์ มักแสดงว่า เครื่องชำระสันดาน(จิตใจ)สิ่งที่ทำให้เกิดภพ(สภาวะ)ที่น่าชื่น

ชมสิ่งที่ยัง อัธยาศัย(ความประสงค์)ให้บริบูรณ์

คำว่า บาป หากหมายตามคำศัพท์ มักแสดงว่า สิ่งที่ทำให้ถึงวัฏฏทุกข์(สิ่งที่ทำให้ตกไปในที่ชั่ว)

สิ่งที่ทำให้ถึง(เอิ้อให้ถึง) ทุคติ ลากมก ต่ำช้า เลว

จากคัมภีร์ปรมัตธีปนี อรรถกถาอิติวุตตะ แสดงความหมายของคำว่าบุญไว้ดังนั้

1. หมายถึงผลบุญ คือผลของกุศลหรือผลของความดี เช่น ข้อความว่า เพราะการสมาทานกุศลธรรมทั้งหลายธรรมทั้งหลายเป็นเหตุ บุญย่อมเจริญเพิ่มพูน

2. หมายถึงความประพฤติสุจริตในระดับกามมาวจรภูมิ และรูปาวจร

3. หมายถึงภพซึ่งเกิดเป็นสุคคติพิเศษ

4. หมายถึงกุศลเจตนา (เจตนา คือ กรรม)

5. หมายถึงกุศลกรรมในภูมิ สาม จาก ข้างต้น และในพระไตรปิฏก(ไม่ขอนำมากล่าวละกัน)

บุญนั้นจะมีความหมายครอบคลุม ระดับ โลกียธรรมเท่านั้น ยังไม่ได้คลุมถึงโลกุตตระ( ยิ่งนานศัพท์ยิ่งมาก) หากเป็นระดับโลกุตระจะใช้คำว่ากุศล อกุศลแทน

*** เอาเป็นว่าตอนนี้สนใจเรื่องคำว่าบุญ บาป ก่อน หากจะกล่าวในเรื่องบุญ บาปมักมองในแง่มุมของภาพรวมของกริยาอาการ การกระทำ ส่วนผลของการกระทำที่เกิดกับตัวเรานั้น เราจะเรียกว่า วิบาก ส่วนการกระทำที่เราทำบุญ นั้นเราเรียก กรรมดี กรรมชั่ว (กรรมนั้นไม่ได้หมายถึงผลแต่เป็นกริยา อันประกอบด้วยเจตนา)

*** ตอนนี้ชักจะมีเรื่องกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เอาเป็นว่าตอนนี้จะยังไม่เน้นในส่วนเรื่องของกรรมละกัน ดังนั้นอาจเรียกว่า กรรมดี=ทำดี>ทำบุญ

กรรมชั่ว=ทำชั่ว>ทำบาป

ซึ่งหลักที่แสดงข้างต้น ก็ค่อนข้างตื้นอยู่ ดังนั้น ของมองให้ลึกซึ่งขึ้นไปอีก หากเราศึกษาพระพุทธศาสนาไปเรื่อยๆแล้ว เราจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าพยามสอนให้เราเห็น สภาพธรรมตามความเป็นจริง ของธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งตามแนวทางพระพุทธศาสนาและอรรถกถาจารย์แบ่งธรรมชาตินิยามไว้ดังนี้

นิยาม 5

1.อุตุนิยาม กฏธรรมชาติที่ว่าด้วยลมฟ้าอากาศ สภาพต่างๆของวัตถุ ตามธรรมชาติ (วิชาฟิสิกส์)

2.พีชนิยาม กฏธรรมชาติที่ว่าด้วยลักษณะเชิงพันธุกรรม และกระบวนการทางชีวะวิทยา(วิชาชีวะ)

3.จิตนิยาม กฏธรรมชาติที่ว่าด้วยลักษณะ และกระบวนการ เหตุ และ ปัจจัยต่างๆของจิตรวมทั้งสภาพของจิต

4.กรรมนิยาม กฏธรรมชาติที่ว่าด้วย การกระทำ เหตุและผลของการระทำนั้น เช่นทำดีได้ดี

5.ธรรมนิยาม ข้อนี้จะกล่าวครอบคลุมถึงธรรมชาติและสภาวะธรรมใด ๆทั้งหมด ในเองของเหตุและปัจจัยของสภาวะต่างๆ และจะกล่าวถึงธรรมชาติของสรรพสิ่งต่าง เช่น กฎไตรลักษณ์

นิยาม 5 เหล่านี้เป็นของตายตัวตามธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่เปลี่ยนไปตามเวลา หรือ ชุมชน แต่อาจมีนิยามย่อย ที่เกิดมาจากความเห็นของกลุ่มบุคคล เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ จารีต ประเพณี จะเรียกว่าสังคมนิยาม (ในหนังสือพุทธธรรมจะใช้สังคมนิยมน์ เพื่อไม่ให้สับสนกับนิยามแท้ทางธรรมชาติ,และไม่ใช้คำว่านิยมเพราะจะทำให้คำความหมายซ้ำ,แต่ผมพูดให้เข้าใจง่าย ๆว่านิยามละกัน) ซึ่งสังคมนิยามนี้ก็มีพื้นฐานมาจาก กรรมนิยาม จิตนิยามและธรรมนิยาม นั้นคือ สังคมนิยามเป็นผลมาจาการปรุงแต่งของมนุษย์ตามการสะสมในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งสังคมนิยามและกรรมนิยามบางครั้ง จะซ้อนกัน บางครั้งจะไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความสับสนอย่างมาก ระหว่างความสัมพันธ์ของ กรรมนิยาม และ สังคมนิยาม ว่าอะไรดี อะไรชั่ว กันแน่ เพราะการกระทำเดียวกัน สังคมนึงบอกว่าดี อีกสังคมบอกว่าไม่ดี บางศาสนา สอนว่าการฆ่าสัตว์ไม่บาป บางศาสนาสอนว่าการเบียดเบียนสัตว์ไม่ดีทั้งนั้น บางชมชนเชื่อว่าไม่ควรเคารพบิดามารดา บางสังคมสอนให้กตัญญูรู้คุณ บางสังคมบอกว่าไม่ควรทานเนื้อ บางสังคมสอนว่าจะทานก็ได้ไม่เป็นไร แต่แม้จะจริงอย่างนั้น ดีอย่างไร ถูกต้องอย่างไรในสังคม ก็เป็นเรื่องของสังคม เป็นเรื่องของสังคมนิยาม เรื่องกรรมนิยามก็ส่วนกรรมนิยาม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และขอเน้นอีกทีว่าตามแนวทางพระพุทธศาสนาจะสอนให้เห็นสภาพจริง ๆของธรรมชาติ อันเป็นสภาพจริงที่ไม่เจือด้วยการปรุงแต่งทั้งมวล แต่ขณะเดียวกันก็สอนให้เข้าใจสภาพธรรมของมนุษย์ด้วยซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดจากธรรมชาติเช่นกัน

ดังนั้นหากจะแบ่งให้เห็นชัดเจน ก็ขอเปรียบเที่ยบไว้ดังนี้

กรรมนิยาม

1.เป็นกฏที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติล้วนๆ คือ รับกรรมตามธรรมชาติ(ตามธรรมชาติของสัตว์;เทพ มาร พรหม มนุษย์ เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เพิ่งจะได้)

2.จะคำนึงถึงทั้ง การกระทำ(ก่อน,ระหว่าง,หลัง)ผลของการกระทำ ความพยายามและเจตนา(กุศล-อกุศล)แห่งการกระทำนั้นและอื่นในนัยคล้ายกัน ประกอบด้วย

3.ไม่ได้คำนึงถึงอะไรเพราะเป็นไปตามธรรมชาติ ตามเหตุ ปัจจัย

4.กระทำกรรมใดๆขึ้นมาย่อมได้รับผลแห่งการกระทำนั้นเสมอ(เพราะประกอบด้วยกุศล-อกุศล)

5.ไม่เปลี่ยนตามกาลเวลา ยุคสมัย หมู่ชน หรือความต้องการของหมู่ชน

สังคมนิยาม

1.เป็นกฏของสังคม ซึ่งมนุษย์จะได้รับผลตามกระบวนการที่จัดขึ้นเอง

2.จะคำนึงถึงสภาพภายนอกหรือผล แห่งการกระทำนั้นเป็นหลัก ในบางครั้งหากลึกซึ้งขึ้นไป ก็จะอาศัยหลัก ของกรรมนิยามมาใช้ (การกระทำ,ผล และเจตนา)ซึ่งจะหยาบกว่าอยู่ดี เพราะในแง่กกฏหมายไม่ได้คำนึงถึง เวลาช่วงก่อน ระหว่างกระทำ หลังกระทำ

3.เป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นเพื่อ ประโยชน์ ความสงบสุขหรือ เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆของสังคม โดยอาจจะไม่คำนึกถึงความถูก ผิด(ธรรม)ก็ได้

4.หากจะฝ่าฝืน ผลแห่งการรกระทำนั้นจะเป็นไปตามกฏของสังคม อาจจะหนักกว่า เบากว่า หรือไม่มีความผิดเลยก็ได้ ดังจะเห็นได้จากกฏหมายบางข้อที่ไม่ได้มีความผิดแต่ ในเรื่องกฏแห่งกรรมนั้นผิดไม่มีใคร(ตำรวจจับคนกินเหล้าไหม .. ไม่มี มีแต่จับพวกเมาแล้วขับอิอิ)

5.เปลี่ยนตามกาลเวลา ยุคสมัย หมู่ชน หรือความต้องการของหมู่ชน

*** เอาเท่านี้ก่อนและกันจะได้พอเข้าใจโดยสังเขป ว่า เรื่องของบุญ บาปนั้น ควรมองผ่านทางสภาพธรรมจริง ๆตามกฏธรรมชาติ ไม่ใช่ใครนึกจะตั้งไงก็ตั้ง ว่าเอาหละงี้คือบุญ เอาหละนี้คือบาปมันก็สบสนมึนงงกันไปหมด เหตุเพราะเราอยู่ในธรรมชาติเราก็ควรเข้าใจในธรรมชาติ เราอยู่ในสังคมเราก็ควรเข้าใจพฤตติกรรมของสังคม เฉกเช่นเราอยู่กับแฟน เราก็ควรเข้าใจในแฟนเราไงครับ

ดังนั้นจากความหมายและคำแปลในข้างต้นก็คงพอจะทราบแล้วว่า บุญคืออะไร บาปคืออะไรทำไมต้องทำบุญ ทำไมไม่ควรทำบาปแล้ว ในส่วนของการให้ผลของ บุญว่าช้าเร็วเพียงใด มากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้างนั้นก็ขอให้ทุกท่าน ย้อนกลับไป อ่านใน คอมเม้นท์ อันที่แล้ว

*** ข้อมูลส่วนใหญ่ผมเอามาจากหนังสือพุทธธรรม บทที่ 5****555 อย่าว่ากันเลยนะคร้าบบ สนใจไปอ่านเพิ่มเติมจะได้ความรู้มากว่านี้

คำบ่นทิ้งท้าย

*** ขออภัยที่เขียนแล้วยกตัวอย่างน้อยไปหน่อยหากสงสัยอะไร ก็ถามเพิ่มมาได้ ตอบได้จะตอบ ตอบไม่ได้ก็จะ(ให้คนอื่นมา)ตอบอิอิ

*** จริงๆแล้ว เรื่องที่มัน พัวพันกันอิลุงตุงนังนั้นมีมากเหลือเกิน เพราะธรรมะมันสัมพันธ์กันไปหมดใจจริงก็อยากจะเขียนแต่กลัวว่าจะออกนอกประเด็นไปกันใหญ่จึงเอาเท่านี้ก่อน เรื่องที่ อิลุงตุงนังมีดังนี้

- กรรม (ใหญ่มาก ๆ ใหญ่นรก เวรกรรมจริงๆ) เรื่องนี้มันพัวพันจริงๆกับเรื่องบุญ บาป กุศล อกุศล

-ปฏิจจสมุปบาท (ไร้คำบรรยายครับ เห็นบางคนบอกถึกมาก ผมก็ว่ามันยากจริงๆ ดูเแล้วยากลองมองอีกที โอ้วย๊ากยาก อิอิ)

- กุศล อกุศล( อันนี้เก้าเขียนไปแล้ว ในส่วนขององกุศลจิต เดี๋ยวจะลองไปแอบอ่านดู )

บุญกริยาวัตถุ 10 เขียนไปแล้วบางส่วนแต่จะเขียนใหม่ให้ละเอียดขึ้น

บาปกริยาวัตถุ 10 อ๊ะอันนี้ไม่มี

กุศลกรรมบท 10

อกุศลกรรมบท 10

- บารมี (คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจไม่ชัดเจนระหว่างบุญกับบารมี เหตุเพราะจำไม่ได้นั่นเอง )

*** สุดท้ายขออภัยจริงๆครับที่อาจเขียนแล้วไม่เข้าใจเพราะเป็นสำนวนผมเอง ผมอ่านเองเข้าใจเอง อิอิ***

เจริญในธรรมครับ

G.nut

2005/Mar/01

ทำไมน้า คนเราชอบถามนัก ชอบถามหนาว่า ทำงี้ได้บุญรึเปล่า รึไม่ก็ถามว่าทำงี้..บาปรึเปล่า

ทำไมไม่ถามว่า

บุญคืออะไร ทำไมถึงควรทำบุญ และทำอย่างไร

บาปคืออะไร ทำไมถึงไม่ควรทำบาป หลีกเลี่ยงบาปอย่างไร เฮ่อ ...

งั้นผมถามท่านที่ไหน ๆ ก็หลุดเข้ามาแล้วอิอิ ว่า

บุญ คืออะไร .......

บาป คืออะไร........

ทำไมถึงควรทำบุญ ทำไมถึงไม่ควรทำบาป

สบาย ๆไม่ซีเรียต

ตอบได้จะเป็นการนำบุญไปหยอดกระปุก

แก้ไขเมื่อ 1/3/2548 23:42:05